ปัญหาที่แก้ได้แบบเด็กๆ


        ใครก็ชอบบอก อย่าแก้ปัญหาแบบเด็กๆ แบบคิดอะไรที่คิดง่ายๆ  คิดน้อยไป หรือไม่ค่อยจะเข้าท่าในเชิงเหตุผล จึงกล่าวกันไว้เช่นนั้น เราจะลองเปลี่ยนทัศนคติกันดู ปัญหา นั้นอาจแตกต่างกันไป หลายปัจจัย ไม่สามารถครอบคลุมหรือเปรียบเทียบได้หมด อาจชัดเจนไปในปัญหาระหว่างบุคคล มองเชิงทัศนคติแล้ว เริ่มจากการปรับมุมคิดแล้วสิ่งอื่นๆ จะตามมา

ปัญหาแบบเด็กๆคืออะไร

บางทีปัญหาเด็กก็เป็นเรื่องเด็กๆ แหละ ส่วนใหญ่คือเรื่องความสัมพันธ์กันทะเลาะกับเพื่อน มีปัญหาความไม่เข้าใจกับผู้ใหญ่ ขนาดเราโตมาก็ยังมีปัญหาแบบนี้เหมือนกัน ทะเลาะกับคนรอบข้าง ขัดกันทางความคิดกับใครบางคน มันช่างไม่ต่างกับปัญหาเด็กกับผู้ใหญ่เลย สิ่งที่แตกต่างคือ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นภายในใจแล้ว ระหว่าง เด็ก กับผู้ใหญ่ มักจะแสดงออกที่แตกต่างกัน ยังผลให้ที่สุดแล้วผลลัพธ์ของปัญหามักลงเอยแตกต่างกันด้วย

วิธีแก้ปัญหาแบบเด็กๆ

เวลาที่คนมีปัญหากัน ถ้าไม่ยอมคุยกัน มันยากที่ปัญหาจะจบ แต่มันก็มีอีกมุม การคุยแทนที่จะแก้ปัญหา กลายเป็นว่ายิ่งแย่ลง ความเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งรู้สึกว่ามีความคิดกันแล้ว ก็มักเปิดประเด็นไปที่ คำพูดในเชิง ความคิด ยกเหตุ มีทั้งยัดเยียดเหตุใส่อีกฝ่ายและอ้อมค้อมมากมาย รวมถึงการพยายามถามฝ่ายตรงข้ามว่าเธอเข้าใจไหม นั่นกลายเป็นประเด็นต่อว่า พออีกฝ่ายไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย คนละมุม ปัญหาเลยใหญ่ขึ้น เวลาเด็กทะเลาะกัน และเมื่อเขาได้คุยกัน ประโยคแรก  มักจะบอกสิ่งเขารู้สึกหรือได้รับทันที เช่นว่า เธอว่าเราแบบนั้นทำไม เธอทำแบบนี้ทำไม  หรือบางทีไม่รู้ว่าอีกฝ่ายโกรธอะไร ก็พูดไปตรงๆ ว่า ก็เธอโกรธเราก่อนทำไม ด้วยน้ำเสียงท่าทีที่ไม่ได้หาเรื่องและออกจะน้อยใจด้วยซ้ำไป ประเด็นตรงๆของเด็ก ๆ เมื่อเด็กได้คุยกัน มันมักจะจบลงด้วยการคืนดี มากกว่าการมีข้อขัดแย้งเพิ่มเหมือนผู้ใหญ่ 

ในหลายๆ ครั้งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุชัดเจน และรู้ว่าใครเป็นฝ่ายผิด อาจยังไม่ถึงขั้นเป็นปัญหาก็ได้ ทว่า เมื่อถามถึงสาเหตุขึ้นมา ผลที่ได้กลายเป็นปัญหาเพียงเพราะการไม่ยอมรับ หรือพยายามอ้างสิ่งต่าง ๆ อาจเป็นเรื่องปกติของการปกป้องตัวเองในเชิงจิตวิทยา เพียงแต่เมื่อเกิดในต่างเหตุการณ์ ต่างบุคคล ผลลัพธ์จึงอาจไม่สมเหตุ สมผลต่ออีกฝ่าย นั่นกลายเป็นสร้างความขัดแย้งเพิ่ม

หลายครั้งเรารู้สึกได้ว่า มีคนอาจไม่พอใจ ไม่ชอบใจ อะไรในเชิงที่เขารู้สึกไม่ดีต่อเรา ด้วยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวถึงสาเหตุก็ตาม การตอบสนองมักมีหลายแบบ เช่น เชิดมาเชิดกลับ หรือ ผ่านคนกลางในทำนอง ฉันไปทำอะไรให้ ฝากบอก ด้วยว่า สิ่งเหล่านี้เสมือนเป็นการประกาศสงคราม หรือปิดกั้นหนทางในการ รู้ปัญหา อย่างดีหน่อยก็เฉยๆ ไปเสียเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ความว่าจบปัญหา การถามผ่านคนกลางนั้นที่จริงง่ายต่อการถามตรงๆ ด้วยความเปิดเผย ไม่ต่างจากฝากด่า ที่ง่ายกว่าด่าต่อหน้าเช่นกัน

แต่ผลลัพธ์ก็จะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ทราบดีว่า การพูดขอโทษแม้จะได้ผลหรือไม่ แต่ก็เป็นสิ่งแรกๆ ที่ควรจะทำ และโดยส่วนใหญ่มันก็ทำให้ทุกอย่างเบาบางลงได้ บนท่าทีที่จริงใจต่อคำพูดนั้นด้วย ซึ่งในหลายสถานการณ์ของความขัดแย้ง ปัญหาของเหล่าผู้ใหญ่คล้ายกับที่เขียนไป เมื่อทิฐิ มานะ  มีกันมากขึ้น สองพยางค์นี้ก็ดูเป็นสิ่งที่เสียให้กันไม่ได้ง่ายทำให้การแก้ปัญหาแบบเด็กๆมักจะง่ายและเป็นวิธีที่ดีกว่า